ไวรัสตับอักเสบอี มีด้วยหรอ มาหาคำตอบด้วยกันเลย

หลายคนคงคุ้นชินกับไวรัสตับอักเสบเอ บี ซี กันเป็นอย่างดี แล้วบนโลกนี้มีไวรัสตับอักเสบอี (Hepatitis E virus, HEV) ด้วยหรอ? คำตอบคือ มีสิ! โดยในปัจจุบันนี้ไวรัสตับอักเสบชนิดนี้เริ่มพบมากขึ้นได้เรื่อย ๆ ในประเทศไทย โดยมีการติดต่อคล้ายกับไวรัสตับอักเสบเอ อยากทำความรู้จักเจ้าไวรัสตัวนี้แล้วล่ะสิ ว่ามันจะน่ากลัวกว่าไวรัสตับอักเสบตัวอื่น ๆ ยังไง อย่ารอช้า งั้นเราลองไปดูพร้อมกันเลย

สารบัญ

⦁ มาทำความรู้จักไวรัสตับอักเสบอีกัน
⦁ การติดต่อของไวรัสตับอักเสบอี
⦁ อาการของไวรัสตับอักเสบอี
⦁ วิธีการรักษา

มาทำความรู้จักไวรัสตับอักเสบอีกัน

ไวรัสตับอักเสบอี เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่เรียกว่า hepatitis E virus (HEV) HEV  โดยเป็นไวรัส RNA  สายพันธุ์เดียวประเภท Positive-sense  โดยใช้ช่องทางแพร่เชื่อผ่านอุจจาระ ช่องปาก  โรคนี้มักจะหายได้เองใน 4-6 สัปดาห์ แต่ก็อาจจะรุนแรงถึงกับตับวายจนเสียชีวิต โรคนี้พบมากในในเอเชีย  มีรายงานการระบาดของไวรัสนี้ในบางประเทศ เช่น อินเดีย กัมพูชา และในปัจจุบันเริ่มเข้ามาระบาดในไทยมากขึ้น ไวรัสตับอักเสบอีที่ค้นพบในคนมีอยู่ 4 สายพันธุ์ ที่เป็นสาเหตุทำเกิดโรคตับอักเสบฉัยบพลัน ทำให้มีอาการอ่อนเพลีย อาการตัวเหลือง เบื่ออาหาร

การติดต่อของไวรัสตับอักเสบอี

การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ E มีสาเหตุมาจากการกินอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนอุจจาระที่มีเชื้อไวรัส hepatitis E virus คล้ายกับไวรัสตับอักเสบเอ ส่วนไวรัสตับอักเสบชนิดอื่นๆ เช่น ไวรัสตับอักเสบบีและซี ติดต่อทางเลือดและเพศสัมพันธ์เป็นหลัก ส่วนการติดติดต่อทางอาหารและน้ำดื่มเป็นไปได้ยากมากๆ อีกทั้งยังมีการติดต่อของไวรัสผ่านสัตว์เลี้ยงที่มีเชื้อ ติดต่อจากการถ่ายเลือดจากผู้ที่มีเชื้อ และจากแม่สู่ลูก เมื่อมีการระบาดของเชื้อไวรัสตับอักเสบอี เราสามารถป้องกันตนเองและป้องกันการแพร่กระจายของของเชื้อไวรัสได้ดังนี้
⦁ ล้างมือก่อนทานอาหารและหลังการใช้ห้องน้ำทุกครั้ง
⦁ กรณีเดินทางไกล ควรหลีกเลี่ยงการดื่มหรือกิน น้ำที่อาจจะปนเปื้อน น้ำประปา น้ำแข็ง รวมทั้งผลไม้ดิบและผักที่อาจล้างด้วยน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ
⦁ อาหารทะเลที่ปรุงไม่สุกก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการระบาดของโรคไวรัสตับอักเสบ E  เมื่อเดินทางไปในพื้นที่ที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสตับอักเสบE ควรหลีกเลี่ยงอาหารดิบและปรุงไม่สุก

อาการของไวรัสตับอักเสบอี

หลังจากที่ผ็ป่วยได้รับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย ในช่วง 15-60 วัน ผู้ที่ได้รับเชื้อจะมีอาการคล้ายกับเป็นตับอักเสบ โดยจะมีอาการปวดท้อง ตัวเหลือง เบื่ออาหาร คลื่นไส้ สามารถตรวจพบเชื่อในอุจาระได้ใน 14 วันหลังได้จากเกิดอาการวันแรก และในเด็กมักจะไม่มีอาการแสดงออกมา โดยผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสนี้เข้าสู่ร่างกาย จะมีอาการ ดังนี้
⦁ ตัวเหลืองตาเหลือง ปัสสาวะเข็ม อุจาระซีด
⦁ เบื่ออาหาร
⦁ เจ็บชายโครงขวาเพราะตับโตan enlarged, tender liver (hepatomegaly);
⦁ คลื่นไส้อาเจียน
⦁ มีไข้
อาการโดยทั่วไปจะดีขึ้นใน 2 สัปดาห์ แต่ก็มีผู้ป่วยประมาณ 0.5-4% ที่จะเสียชีวิตจากตับวาย ผู้ป่วยตั้งครรภ์จะเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงถึง 20%

อย่างไรก็ตามแล้ว หลายคนก็เริ่มกลัวเจ้าไวรัสนี้กัน แต่เมื่อเทียบกับไวรัสตับอักเสบชนิดอื่นๆ  โรคไวรัสตับอักเสบอีมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นโรคตับอักเสบที่รุนแรงมากกว่า  แต่อัตราการตายยังคงต่ำกว่า ดังนั้นควรระมัดระวังเกี่ยวกับสิ่งที่เรากินและดื่มโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงขณะเดินทาง และควรมีสุขอนามัยที่ดี เพื่อช่วยป้องกันการเกิดและการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสตับอักเสบอี

วิธีการรักษา

จากการที่ไวรัสตับอักเสบชนิดต่าง ๆ มีอาการที่คล้ายกัน ทำให้การวินิจฉัยคล้ายกัน สามารถทำได้โดย การตรวจ (RT-PCR) เพื่อหาเชื้อไวรัสตับอักเสบอี และการใช้กล้อง immune electron microscopy เพื่อหาเชื้อไวรัสตับอักเสบอี
สำหรับการรักษาผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบอีจะเป็นเชื้อลักษระเดียวกับเชื้อไข้หวัด ดังนั้นยาปฏิชีวนะจึงไม่สามารถใช้รักษา แต่เชื้อไวรัสตับอักเสบอีได้  แต่เชื้อไวรัสจะทำการจำกัดตัวเอง นั่นหมายความว่าเชื้อไวรัสจะตายไปเองหลังจากระยะเวลาหนึ่ง  จึงควรทำการรักษาตามอาการเฉพาะที่ทำให้รู้สึกไม่สบาย ภาวะสูญเสียน้ำสามารถรักษาได้ด้วยการให้น้ำเกลือผ่านหลอดเลือดดำ หรือผงเกลือแร่ผสมน้ำดื่มทางปาก แต่ก็อย่าลืมดูแลรักษาสุขอนามัยที่ดีของเราให้สะอาดอยู่ตลอดเวลา


ขึ้นชื่อว่าไวรัสก็ย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งนั้น โดยไวรัสตับอักเสบอี เป็นอีกเชื้อไวรัสหนึ่งที่ไม่ควรปล่อยผ่าน เพราะเริ่มเข้ามาแพร่ระบาดในไทย บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักตั้งแต่ว่าเชื้อไวรัสคืออะไร ติดต่อได้ยังไง อาการของผู้ได้รับเชื้อ รวมไปถึงวิธีการรักษา บทความนี้ครบ จบทุกคำถามที่เกี่ยวกับไวรัสตับอีกอีแน่นอน

Login