ล้างสารพิษจากตับได้ง่ายๆ ด้วยการนอนให้ถูกวิธี

“ตับ” มีหน้าที่ในการกรองสารพิษในร่างกาย สำหรับผู้ที่ทานยาหรืออาหารเสริมที่ไม่จำเป็น ก็เปรียบเสมือนเติมสารพิษเข้าไปในร่างกาย เป็นผลทำให้ตับก็ยิ่งทำงานหนักมากขึ้น ดังนั้นสำหรับคนที่อยากจะรักษาตับให้มีสุขภาพดี หลายคนอาจสงสัยแล้วว่าจะเริ่มดูแลรักษาตับยังไงให้สุขภาพดี ง่าย ๆ เลยก็เริ่มต้นจากการพักผ่อนไงล่ะ การพักผ่อนในที่นี้ไม่ได้หมายถึงกาออกไปเที่ยว แต่หมายถึงการนอนหลับ อ้าว! แล้วการนอนหลับจะช่วยบำรุงตับยังไง? ไม่ต้องห่วง บทความนี้มีคำตอบให้แน่นอน

สารบัญ

⦁ รักษาโรคตับด้วยการนอนหลับได้จริงหรอ?
⦁ ประโยชน์ของการนอนหลับแบบคุณภาพ
⦁ นอนให้ถูกเวลา ก็รักษาตับได้
⦁ การนอนสำหรับผู้ป่วยตับอักเสบ

รักษาโรคตับด้วยการนอนหลับได้จริงหรอ?

Biological Clock หรือ นาฬิกาชีวภาพ หรือที่หลายคนคุ้นกันดีในชื่อของ “นาฬิกาชีวิต” เป็นสิ่งที่ถูกติดตั้งไว้ในร่างกายของมนุษย์ที่จะคอยบอกเวลา ในเวลาเราตื่นในยามเช้า หลับในตอนกลางคืน หรือรับประทานอาหารในช่วงเช้า กลางวัน และเย็น แพทย์แผนจีนได้แนะนำถึงเวลาการนอนที่ดีที่สุด ที่จะสามารถช่วยบำรุงตับของเรา จากการขับสารพิษออกจากตับ โดยการปรับเวลาการนอนตามนาฬิกาชีวภาพ ซึ่งทางการแพทย์ชี้ว่า ร่างกายของคนเรามีนาฬิกาชีวิตที่เกี่ยวข้องกับระบบการทำงานต่าง ๆ ดังนั้นเราควรที่จะใช้ชีวิตตามเวลาของธรรมชาติ หรือ ไม่ฝืนธรรมชาติ เพื่อให้ระบบร่างกายของเรานั้นทำได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขับของเสียหรือสารพิษออกจากร่างกาย โดยปกติแล้วจะขับออกตั้งแต่เวลา 21.00 น. เป็นต้นไป ดังนั้นผู้ที่อยากจะฟื้นฟูอวัยวะภายใน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟิ้นฟูตับ ต้องให้ความสำคัญกับการพักผ่อนในเวลาดังกล่าวด้วยนะ

ประโยชน์ของการนอนหลับแบบคุณภาพ

งั้นเราลองไปดูประโยชน์ของการพักผ่อนกันดีว่า ว่ามันจะมีข้อดีในการฟื้นฟูร่างกายอย่างไรบ้าง
⦁ ช่วยให้เลือดไหลเวียนเข้าไปในตับมากยิ่งขึ้น
จากงานวิจัยชี้ว่า การพักผ่อนหรือการนอนหลับที่มีคุณภาพจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดทั่วทั้งร่างกาย นักวิจัยกล่าวว่า ขณะที่ยืนกับนอน ร่างกายจะได้รับการไหลเวียนของเลือดในปริมาณที่แตกต่างกันออกไป เนื่องมาจากขณธที่เรายืนอยู่ ร่างกายจะสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วทั้งร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณมือและเท้า แต่ในทางกลับกัน ขณะที่เรานอนนั้น เลือดจะมีการไหลเวียนไปยังตับมากยิ่งขึ้น ซึ่งมากกว่าการยืนถึง 25-40 % และเมื่อเลือดไหลเวียนเข้าไปยังตับมากยิ่งขึ้น ก็จะนำสารอาหารที่มีประโยชน์ต่าง ๆ และออกซฺเจนเข้าไปบำรุงตับ และช่วยในการขับของเสียและสารพิษออกจากร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรดแลคติคทีเกิดขึ้นจากกระบวนการในการย่อยสลายอาหาร ซึ่งจะทำให้ตับมีสุขภาพที่แข็งแรงและทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกด้วย
⦁ ลดการทำงานของตับ
ผู้ป่วยโรคตับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีอาการตับอักเสบเฉียบพลันหรือมีกลุ่มโรคไวรัสตับอักเสบ ควรจะให้ความสำคัญกับการพักผ่อนให้มากที่สุด เนื่องมาจากผู้ที่มีอาการดังกล่าว หากปราศจากการพักผ่อนที่เพียงพอแล้ว ส่งผลทำให้ตับทำงานหนัก ซึ่งอาจจะเกิดภาวะตับอักเสบเรื้อรัง จนทำให้เกิดโรคมะเร็งตับหรือตับแข็งตามมาได้ แต่การพักผ่อนในที่นี้ก็ควรจะควบคู่ไปกับการออกกำลังกายที่เหมาะสมต่อสภาวะร่างกายด้วย
หลายคนที่อาชีพการงานไม่เอื้ออำนวยต่อการนอนหลับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทำงานกะดึก โดยจะได้นอนหลับพักผ่อนอีกทีก็ตอนกลางวัน นั่นหมายความว่าการทำงานของตับของบุคคลเหล่านี้จะทำงานหนักมาก เมื่อเทียบกับผู้ที่นอนหลับเวลาปกติ ดังนั้นวิธีที่จะช่วยบำรุงตับของผู้ที่มีพฤติกรรมดังกล่าวก็คือการพักผ่อน หากบางช่วงไม่สามารถพักผ่อนนอนหลับได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ให้หาเวลางีบสัก 15-20 นาที เพื่อที่จะช่วยลดการทำงานของตับได้ดี

นอนให้ถูกเวลา ก็รักษาตับได้

หลายคนสงสัยแล้วเราควรนอนเวลาไหนได้บ้าง ที่จะสามารถรักษาอวัยวะภายในของเราให้มีสุขภาพที่แข็งแรงได้ งั้นเราไปดูพร้อม ๆ กันเลย
⦁ ช่วงเวลา 21.00-23.00น.
เป็นช่วงล้างพิษในส่วนของน้ำเหลือง ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ในช่วงนี้ควรเข้านอน หรืออย่างน้อยพักผ่อนให้จิตใจสงบผ่อนคลายให้มากที่สุด
⦁ ช่วงเวลา 23.00-03.00น.
ควรนอนหลับแล้วในช่วงเวลานี้ เพราะช่วงนี้เป็นช่วงสำคัญในการบำรุงตับ เป็นช่วงที่เส้นลมปราณตับและถุงน้ำดีทำงาน ตับจะขับของเสียสารพิษออกจากร่างกายได้ดีที่สุดถ้าช่วงนี้เรานอนหลับพักผ่อนอยู่ 
⦁ ช่วงเวลา 00.00-4.00น.
ช่วงนี้ควรจะหลับสนิทและเข้าสู่ภาวะหลับลึก เป็นช่วงสำคัญที่กระดูกสันหลังจะสร้างเลือด เพื่อไปบำรุงทุกเซลล์ในร่างกาย
⦁ ช่วงเวลา 05.00-07.00น.
ช่วงเวลานี้เป็นช่วงสำคัญของลำไส้ใหญ่ จึงเป็นเวลาที่เหมาะกับการขับถ่ายอุจจาระ 
⦁ ช่วงเวลา 07.00-09.00น.
เป็นช่วงเวลาของลำไส้เล็ก ที่จะเริ่มดูดซึมสารอาหารไปใช้งานยามเช้า อาหารเช้าจึงสำคัญมาก เพราะร่างกายต้องการสารอาหารไปสร้างพลังงาน แทนที่จะดึงพลังงานเก่ามาใช้จนเกิดภาระกับตับ
⦁ ช่วงเวลา 9.00-11.00น.
ช่วงขับสารพิษของม้าม ควรหลีกเลี่ยงของเย็น เช่นไอศครีมหรือน้ำแข็ง
⦁ ช่วงเวลา 11.00-13.00น.
หัวใจทำงานมากในช่วงเวลานี้ ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายรุนแรงมากเกินไป
⦁ ช่วงเวลา 13.00-15.00น.
ลำไส้เล็กเริ่มดูดซึมสารอาหารอีกรอบ 
⦁ ช่วงเวลา 15.00-17.00น.
ช่วงนี้ควรดื่มน้ำให้เยอะเป็นพิเศษ เพราะเป็นช่วงเวลาของกระเพาะปัสสาวะ ในการขับของเสียออกไปทางปัสสาวะ และสามารถกระตุ้นการขับของเสียด้วยการออกกำลังกายในช่วงนี้ได้
⦁ ช่วงเวลา 17.00-19.00น.
ช่วงขับสารพิษของไต
⦁ ช่วงเวลา 19.00-21.00น.
ช่วงเวลาของการผ่อนคลาย ควรพักผ่อนด้วยกิจกรรมเบาๆ เพื่อเตรียมเข้านอน

การนอนสำหรับผู้ป่วยตับอักเสบ

สำหรับผู้ที่กำลังเผชิญอยู่กับภาวะตับแข็งหรือตับอักเสบนั้น ควรที่จะพีกผ่อนหรือนอนหลับอย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง หรืออาจจะนอนกลางวันร่วมด้วยอีก 30 นาที โดยท่านอนที่เหมาะสมสมสำหรับผู้ที่เป็นโรคดังกล่าวนั้ คือ “การนอนตะแคงขวา” เนื่องจากตับอยู่บริเวณช่องท้องขวาใต้กระบังลม ซึ่งเมื่อเรานอนตะแคงขวาแล้วจะทำให้ตับอยู่ต่ำกว่าหลอดเลือดแดงของช่องท้อง ซึ่งจะทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีและกระตุ้นในการซ่อมแซมตับได้ดีขึ้น อีกทั้งข้อดีของการนอนตะแคงขวาคือ หัวใจทางด้านซ้ายไม่ถูกกดทับ และไม่ควรเอามือทับหน้าอก แต่สามารถผ่อนคลายแขนเหยียดยาวออกไปข้างลำตัวได และที่สำคัญคือไม่ควรพับหักงอข้อต่อขณะนอนหลับ เพื่อที่จะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น
ข้อระมัดระวัง ผู้ป่วยไม่ควรนอนเปิดไฟ นอนคลมโปง นอนคว่ำ หรือนอนบิดตัวท่าต่าง ๆ และที่สำคัญไปกว่านั้นคือการนอนไม่ตรงต่อเวลา หลีกเลี่ยงการนอนดึก ซึ่งเทคนิคทั้งหมดนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการชะล้างของเสียและสารพิษออกจากตับได้อย่างแน่นอน

ทริคนอนไว สไตล์วัยรุ่น!
ควรจะหลีกเลี่ยงการเล่นหรือดูมือถือก่อนเข้านอนอย่างน้อย 90 นาที เพื่อที่จะเสริมสร้างคุณภาพการนอน เพื่อให้เกิดการหลับลึกโดยไม่ฝัน ไม่สะดุ้งตื่น ซึ่งจะทำให้ร่างกายของเราได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ พร้อมรับการซ่อมแซมและฟื้นฟูของอวัยวะถายในร่างกาย

แค่นอน! ก็สุขภาพตับดีได้ บทความนี้จะรวบรวมเทคนิคการนอนที่นอนยังไงแล้วสุขภาพดี แล้วการนอนเกี่ยวข้องยังไงกับตับ แล้วควรจะนอนตอนกี่โมงดี ที่นี้นี้มีคำตอบให้แน่นอน!

Login