“ไฟโบรสแกน” เทคโนโลยีตรวจตับแบบใหม่ที่หลายคนยังไม่รู้

“ตับ” อวัยวะที่มีหน้าที่สำคัญในการควบคุมระบบเผาผลาญอาหารในร่างกาย นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ในการขจัดสารพิษที่ปนเปื้อนในร่างกาย แต่หากวันใดวันหนึ่งตับเกิดการทำงานที่ผิดปกติและประสิทธิภาพในการทำงานลดลง อาจจะมาจากสาเหตุเรื่องของพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน อาหารการกิน ที่ขัดขวางการทำงานของตับโดยไม่รู้ตัว สำหรับเทคโนโลยีในปัจจุบันในการตรวจสุขภาพตับนั้น ทำได้ง่าย ๆ ด้วย นวัตกรรมที่เรียกว่า “ไฟโบรสแกน” (Fibroscan) เพื่อน ๆ อาจจะไม่ค่อยคุ้นกับชื่อนี้สักเท่าไหร่ ดังนั้นเพื่อตอบข้อสงสัยว่ามันคืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร เราไม่ทำความรู้จักพร้อม ๆ กันเลย

สารบัญ

⦁ ไฟโบรสแกนคืออะไร
⦁ หลักการทำงานของไฟโบรสแกน
⦁ ข้อดีของไฟโบรสแกน
⦁ สัญญาณบอกความผิดปกติของตับ

ไฟโบรสแกนคืออะไร

หลายคนเริ่มสงสัยกันแล้วใช่มั้ยว่า ไฟโบรสแกน (Fribroscan) มันคืออะไร แล้วเกี่ยวอะไรกับตับ นวัตกรรม“ไฟโบรสแกน” เป็นเทคโนโลยีที่ใช้การตรวจสุขภาพตับ เพื่อที่จะหาปริมาณไขมันที่สะสมในตับและพังพืดในเนื้อตับ โดยเทคโนโลยีนี้จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจากการเจาะตับ โดยที่ไม่ทำให้เกิดความเจ็บปวด เนื่องจากไม่ต้องเจาะเนื้อตับ นอกจากข้อดีที่ไม่ทำให้เกิดความเจ็บปวดแล้ว ไฟโบรสแกนยังสามารถที่จะตรวจก่อนที่จะมีอาการป่วยได้อีกด้วย นั้นหมายความว่า ตรวจก่อน ก็จะสามารถรักษาได้ทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพมากกว่า อีกทั้งยังสามาถตรวจซ้ำได้บ่อย ในกรณีที่ต้องมีการติดตามผลการรักษาอย่างใกล้ชิด

หลักการทำงานของไฟโบรสแกน

จากการที่ไฟโบรสแกนเป็นเทคโนโลยีที่ใช้การตรวจสุขภาพตับ เพื่อที่จะหาปริมาณไขมันที่สะสมในตับ และพังพืดในเนื้อตับ ดังนั้นสามารถแบ่งได้ตามประเภทการตรวจหาภาวะเสี่ยง ดังนี้

ภาวะเสี่ยงที่ 1 การตรวจหาพังผืดในเนื้อตับ
การตรวจหาพังพืดในเนื้อตับ จะใช้เทคนิคที่เรียกว่า Vibration Controlled Transient Elastograply หรือ VCTETM โดยจะปล่อยคลื่นเสียงความถี่ต่ำที่ 50 เฮิร์ต เข้าไปในเนื้อตับ และใช้คลื่นอัลตราซาวด์ตรวจจับความเร็วของคลื่นที่สะท้อนกลับมา ซึ่งค่าที่ได้ออกมาจะสามารถบอกค่าความนิ่มหรือแข็งของเนื้อตับได้ หากตับเริ่มแข็ง คลื่นเสียงก็จะสะท้อนกลับมาเร็ว และเครื่องก็จะประมวลผลออกว่าในเนื้อตับมีปริมาณพังผิดมากน้อยเพียงใด

ภาวะเสี่ยงที่ 2 การตรวจหาไขมันสะสมในตับ
การตรวจหาปริมาณไขมันที่สะสมอยู่ในตับ จะใช้เทคนิคที่เรียกว่า Controlled Attenuation Parameter หรือ CAP โดยจะปล่อยคลื่นเสี่ยงความถี่ต่ำเข้าไปในเนื้อตับเช่นเดียวกับการตรวจหาพังผืดในตับ และจะทำการวัดค่าความต้านทานนั้น ๆ หากตับมีปริมาณไขมันสะสมมาก ก็จะมีค่า CAP ที่สูง

อ่านมาจนถึงตรงนี้แล้ว เพื่อน ๆ เริ่มอยากรู้ขั้นตอนในการตรวจด้วยเทคโนโลยีไฟโบรสแกนกันแล้วใช่มั้ยล่ะ ขั้นตอนในการตรวจง่าย ๆ ดังนี้

⦁ ผู้รับการตรวจนอนหงายบนเตียง และยกแขนทั้งสองข้างขึ้นไว้เหนือศีรษะของตนเอง
⦁ แพทย์ผู้ทำการตรวจจะทำการทาเจลที่หัวเครื่องตรวจ หรือผิวหนังของผู้รับการตรวจเล็กน้อย ซึ่งจะช่วยให้การตรวจมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
⦁ แพทย์ผู้ทำการตรวจจะใช้เครื่องตรวจไฟโบรสแกนตรวจวัดที่บริเวณกลางเนื้อตับประมาณ 10 ครั้ง ณ จุดเดียวกัน
⦁ การแปลผล แพทย์ผู้ทำการตรวจจะทำการแปลผลข้อมูล และให้คำแนะนำ หากมีภาวะพังผิดและไขมันในตัวสูง ก็จะดำเนินการรักษาต่อไป
เป็นไงล่ะ ขั้นตอนในการตรวจสุขภาพตับก็ไม่ได้ยุ่งยากและน่ากลัวอย่างที่เพื่อน ๆ จินตนาการกันอยู่ใช่มั้ยล่ะ แต่อย่างไรก็ตาม การตรวจด้วยเทคโนโลยีนี้ก็มีข้อจำกัดเหมือนกันนะ ได้แก่
⦁ ตรวจได้เฉพาะตับเท่านั้น เพราะอาจจะเกิดผลกระทบอันตรายต่ออวัยวะนั้นได้
⦁ หญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากคลื่นความถี่จากเครื่องไฟโบรสแกน อาจจะมีผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารกในครรภ์ และไม่ควรให้หญิงตั้งครรภ์อยู่ใกล้เครื่องไฟโบรสแกนขณะเปิดใช้งานอีกด้วย
⦁ ผู้ป่วยที่ติดอุปกรณ์ในร่างกาย เช่น เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้า
⦁ ต้องงดน้ำและอาหารก่อนเข้ารับการตรวจ อย่างน้อย 3 ชั่วโมง
⦁ ผู้ที่มีภาวะท้องมาน ซึ่งมีน้ำในช่องท้องมาก เนื่องจากเครื่องไฟโบรสแกนไม่สามารถตรวจวัดผ่านน้ำในช่องท้องได้

ข้อดีของไฟโบรสแกน

นอกจากไฟโบรสแกนจะมีข้อจำกัดในการใช้งานแล้ว เราลองมาดูขอดีของเครื่องนี้กัน ได้แก่

⦁ ไม่เป็นอันตรายต่อรางกาย และไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดขณะทำการตรวจ
⦁ ขั้นตอนง่าย รวดเร็ว ใช้เวลา ประมาณ 10 นาที เท่านั้น
⦁ ทราบผลการตรวจทันที พร้อมรับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
⦁ ผลตรวจมีความชัดเจน และแม่นยำ
⦁ สามารถตรวจได้บ่อยครั้ง โดยที่ไม่มีผลข้างเคียง
⦁ สามารถกลับบ้านได้ทันทีหลังการตรวจ

สัญญาณบอกความผิดปกติของตับ

เมื่อทราบข้อดีของการตรวจด้วยเทคโนโลยีไฟโบรสแกนแบบนี้ หลายคนเริ่มสงสัยแล้วใช่มั้ยล่ะว่า ตนเองมีความเสี่ยงหรือมีอาการผิดปกติต่อการเป็นโรคตับ และสามารถเข้ารับการตรวจด้วยเครื่องไฟโบรสแกนได้หรือไหม เพื่อที่จะได้ทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที งั้นเราลองไปเช็คลิสต์พร้อม ๆ กันเลยดีกว่าว่าเข้าข่ายที่จะต้องตรวจสุขภาพตับกันหรือไม่

⦁ อาการตัวเหลือง และตาเหลือง เพราะแสดงถึงภาวะการทำงานของตับที่ผิดปกติ ที่ไม่สามารถขจัดสารที่ทำให้ตัวเหลือง และตาเหลืองได้
⦁ อ่อนเพลีย และอาหารไม่ย่อย มีอาการอ่อนเพีลยโดยไม่ทราบสาเหตุ แม้ว่าผู้ป่วยจะนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ และมีภาวะอาหารไม่ย่อยร่วมด้วย เนื่อจากตับไม่สามารถหลั่งเอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยอาหารได้
⦁ มีประวัติคนในบ้านเป็นมะเร็งตับ เพราะบุคคลอื่นภายในบ้านมีโอกาสที่จะป่วยด้วยโรคนี้สูงด้วย
⦁ มีประวัติการดื่มสุราเรื้อรัง เนื่องจากตับจะถูกทำลายจากพิษสุรา
⦁ ผู้ที่เสี่ยงต่อการได้รับเชื้อไวรัสตับเอกเสบบบี และ ซี
⦁ ผู้ที่มีภาวะอ้วนลงพุง และน้ำหนักเกิดมาตรฐาน
⦁ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
สัญญาณเหล่านี้ ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการอักเสบของตับ จนนำไปสู่ภาวะตับแข็งได้ในที่สุด ทำให้มีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งตับเพิ่มมากขึ้น การใช้เทคโนโลยีไฟโบรสแกนนี้จะช่วยประเมิน และลดความเสี่ยงในการเป็นโรคตับได้ ซึ่งจะทำให้แพทย์ได้วางแผนการรักษที่เหมาะสมแก่ผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที

ไฟโบรสแกน นวัตกรรมสุดล้ำ! ที่จะช่วยตรวจหาพังผืด และไขมันสะสมที่อยู่ในตับโดยที่ไม่ต้องเจ็บตัว เพื่อที่จะได้รักษาได้อย่างทันท่วงที งั้นเราลองไปทำความรู้จักกับสุดยอดเทคโนโลยีในการตรวจสุขภาพตับดีกว่าว่าจะน่ากลัวแค่ไหน มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร รวมถึงมาเช็คลิสต์ความเสี่ยงโรคตับกันเถอะ

Login