ไวรัสอับอักเสบซี ภัยร้ายเงียบแต่อันตรายได้มากกว่าที่คิด

ไวรัสตับอักเสบซี หรือ Hepatitis C Virus (HCV) น้อยคนนักที่จะรู้มาก่อนว่ามีเชื้อนี้อยู่ในร่างกายตนเอง กว่าจะรู้ว่ามีเชื้อก็พบการติดเชื้อในเลือด และค่าการทำงานของตับที่ผิดปกติเสียแล้ว โดยทั่วไปแล้วเมื่อเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะมีระยะฟักตัวของเชื้อประมาณ 6-8 อาทิตย์ ระยะเริ่มต้นผู้ที่ได้รับเชื้อจะเกิดภาวะตับอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งจะมีอาการเหมือนป่วยเหมือนโรคทั่วไป เช่น ปวดตามข้อ ตัวเหลือง ตาเหลือง อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ซึ่งทำให้ผู้ที่ได้รับเชื้อไม่ทราบว่าตนเองมีภาวะตับอักเสบ ทำให้ผู้ป่วยไม่ได้ระมัดระวังตัวเองและปล่อยให้ตัวเองติดเชื้อจนมีอาการหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดภาวะตับอักเสบเรื้อรังขึ้น จนเป็นตับแข็งได้ในที่สุด งั้นเรามาลองมาทำความรู้จักกับไวรัสตับอักเสบซีก่อนเลยดีกว่าว่ามันจะน่ากลัวแค่ไหน และจะรับมือกับมันยังไง

สารบัญ

⦁ มาทำความรู้จักไวรัสตับอักเสบซีกันเถอะ
⦁ เช็คลิสต์กันว่าเราเสี่ยงที่จะเป็นไวรัสตับอักเสบซีมั้ย
⦁ การรักษาไวรัสตับอักเสบซีในทางการแพทย์
⦁ ข้อห้ามสำหรับการรักษาผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซี
⦁ การดูแลตัวเองหรือคนใกล้ชิดที่เป็นไวรัสตับอักเสบซี

มาทำความรู้จักไวรัสตับอักเสบซีกันเถอะ

โรคตับอักเสบ เป็นการอักเสบของตับ ซึ่งทำให้ตับเป็นแผล และมีรอยขรุขระ มีสาเหตุมาจากการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป การใช้สารเสพติด เคยมีประวัติปลูกถ่ายอวัยวะ ฟอกเลือดเป็นเวลานาน เป็นต้น โดยโรคไวรัสตับอักเสบซีก็เกิดจากเชื้อไวรัสตับอักเสบซีนั่นเอง หลายคนคงสงสัยแล้วใช่มั้ยล่ะว่า ไวรัสตับอักเซบซีต่างจากไวรหัสตับอักเสบเอและบียังไง ง่าย ๆ เลยก็คือ ไวรัสตับอักเสบเอ บี และซี จะเกิดจากไวรัสต่างสายพันธุ์กัน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการอักเสบของตับ โดยในปัจจุบันนี้เราสามารถฉีดวัคซีนป้องกันการเป็นไวรัสตับอักเสบเอ และบีได้ แต่ยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอับเสบซี
โรคตับเสบไม่ว่าจะ เอ บี หรือซี จะมีอาการคล้าย ๆ กัน คือ มีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม ภาวะเบื่ออาหาร น้ำหนักลด ปวดตามข้อ อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ตับและม้ามโต ปวดชายโครงด้านขวา เป็นต้น ซึ่งอาการของผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ส่วนใหญ่ระยะเริ่มแรก หรือ 10 ปีแรก จะไม่มีการแสดงของอาการออกมา ยกเว้นอาจมีอาการของโรคแบบเฉียบพลันซึ่งพบได้น้อย ต่อมาอีก 10 ปีให้หลัง จะมีอาการของตับอักเสบรื้อรังเกิดขึ้น และต่อมาตับจะถูกทำลายมากขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุดก็จะเกิดการภาวะตับแข็ง ซึ่งในผู้ป่วยบางรายอาจจะเป็นมะเร็งตับร่วมด้วย ซึ่งจะเห็นได้ว่ากว่าจะรู้ตัวว่ามีอาการหนักก็ใช้เวลานาน 10-20 ปี โดยที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัวเลยว่ามีภัยร้ายแฝงอยู่ รู้แบบนี้แล้วละก็ เราลองมาเช็คความเสี่ยงที่จะเป็นไวรัสตับอักเสบซีกันเถอะ

เช็คลิสต์กันว่าเราเสี่ยงที่จะเป็นไวรัสตับอักเสบซีมั้ย

เราลองมาเช็คลิสต์ความเสี่ยงกันทีละข้อกันเลยดีกว่าว่ามีความเสี่ยงที่เป็นไวรัสตับอักเสบซีหรือไม่
⦁ การใช้ของส่วนตัวที่มีเลือดปนเปื้อนร่วมกัน เช่น การใช้เข็มฉีดยา มีดโกน กรรไกรตัดเล็บ เป็นต้น
⦁ ผู้ที่เคยได้รับเลือด หรือปลูกถ่ายอวัยวะก่อนปี พ.ศ. 2535 เนื่องจากในขณะนั้นยังไม่มีการตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบซี
⦁ ทารกที่เกิดจากแม่ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบซี
⦁ บุคลากรทางการแพทย์ที่มีถูกเข็มฉีดยาติดเชื้อตำ หรือผู้ที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย
⦁ ผู้ที่มีประวัติมีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซี
⦁ ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน
⦁ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV
⦁ ผู้ที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมเป็นเวลานาน
⦁ ผู้ที่ใช้สารเสพติด หรือผู้ที่ติดยาเสพติดที่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน

Diagnosis – Hepatitis C Virus. Medical Report with Composition of Medicaments – Red Pills, Injections and Syringe. Selective Focus.; Shutterstock ID 307441346

การรักษาไวรัสตับอักเสบซีในทางการแพทย์

จากระยะฟักตัวของเชื้อไวรัสตับอักเสบซีที่ใช้เวลานานหลายสิบปีกว่าจะแสดงอาการที่ชัดเจน ถ้าหากไม่ได้รับการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อไวรัส ผู้ป่วยก็จะแทบไม่รู้เลยตัวเลยว่ามีเชื้อไวรัสอยู่ในร่างกาย จากงานวิจัยชี้ว่า ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีประมาณ 15-20 เปอร์เซ็นต์ สามารถหายจากโรคเองได้ และที่เหลือส่วนใหญ่หากไม่ได้รับการรักษาก็อาจจะกลายเป็นตับแข็ง มะเร็งตับ และรุนแรงจนเสียชีวิตในที่สุด สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ แพทย์จะทำการวินิจฉัยตรวจเลือดหาเชื้อ ซึ่งถ้าหากพบว่ามีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ แพทย์จะทำการตรวจหาปริมาณของไวรัสในเลือด (Viral load) และทำการตรวจหาสายพันธุ์ ซึ่งจะทำให้แพทย์สามารถรักษาได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมที่สุด โดยในปัจจุบันนี้การรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีสามารถหายขาดได้ ทั้งจากการทานยาร่วมกับการฉีดยา ซึ่งการรักษาจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์

ข้อห้ามสำหรับการรักษาผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซี

สำหรับการรักษาผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซี ไม่ใช่ว่าทุกคนที่จะสามารถรักษาได้ เราลองมาดูกันเลยว่า ผู้ป่วยลักษณะใดที่ถือว่าเป็นข้อยกเว้นในการรักษา
⦁ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ถุงลมโป่งพอง
⦁ ได้รับการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ เช่น ไต หัวใจ ปอด ยกเว้นการผ่าตัดเปลี่ยนตับ
⦁ ผู้ป่วยที่มีภาวะซึมเศร้ารุนแรง
⦁ ผู้ที่มีประวัติแพ้ยา interferon และ ribavirin
⦁ ผู้ป่วยตับแข็งในระยะสุดท้าย
⦁ อายุต่ำกว่า 2 ปี

การดูแลตัวเองหรือคนใกล้ชิดที่เป็นไวรัสตับอักเสบซี

เมื่อแพทย์วินิจฉัยแล้วว่าเป็นพาหะหรือติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ เราควรที่จะให้ความสำคัญกับการดูแลและปฏิบัติตัวเพื่อไม่ให้เกิดอาการที่รุนแรง ได้ดังนี้
⦁ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด
⦁ ปรึกษาแพทย์หากต้องรับประทานยาอื่น ๆ ว่าเป็นอันตรายต่อตับหรือไม่
⦁ รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ โดยงดอาหารประเภททอด มัน เพื่อลดการทำงานของตับ
⦁ ออกกำลังกายเบา ๆ เช่น การวิ่ง หรือการเดินเร็ว
⦁ ไม่ควรบริจาคเลือด อวัยวะ หรือน้ำอสุจิ
⦁ หลีกเลี่ยงการใช้ของมีคมร่วมกับผู้อื่น เช่น เข็มฉีดยา มีดโกน กรรไกรตัดเล็บ
⦁ ห้ามใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะการใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น
⦁ ปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด
⦁ ควรมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย
⦁ ทานอาหารเสริมจากต้นกล้าข้าวสาลี (Wheatgrass) ซึ่งอุดมไปด้วยแร่ธาตุ 92 ชนิด และมีคลอโรฟิลล์ 70% โดยมีสรรพคุณคือ เสริมระบบไหลเวียนเลือด ระบบย่อยอาหาร ระบบสืบพันธุ์ในเพศหญิง ช่วยให้ผนังเซลล์หนาขึ้นและแข็งแรงขึ้น ส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ช่วยสร้างสมดุลของกรด-เบสในร่างกาย และชะล้างสารพิษในร่างกาย
สำหรับบางคนที่จะต้องอยู่ร่วมกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ก็สามารถป้องกันตัวเองจากเชื้อร้ายดังกล่าวได้เช่นกัน ได้แก่
⦁ ไม่ใช้เข็มฉีดยา แปรงฟัน กรรไกรตัดเล็บ มีดโกนร่วมกับผู้ป่วย
⦁ หากจะต้องสัมผัสเลือดก็ต้องมีการสวมถุงมือทุกครั้ง
⦁ ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
⦁ ทานอาหารเสริมจากต้นกล้าข้าวสาลี (Wheatgrass)

ไวรัสตับอักเสบซี อันตราย! เชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้ว อาการจะไม่รุนแรง ไม่ชัดเจน ทำให้ผู้รับเชื้อไม่ทราบว่าตนเองเริ่มมีอาการตับอักเสบ และทิ้งระยะไว้นานหลายสิบปีจนเข้าสู่ระยะตับแข็ง โดยสาเหตุเกิดจาก การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ผู้ป่วยที่ติดเชื้อHIV ผู้ที่ใช้สารเสพติด พฤติกรรมแบบไหนที่มีความเสี่ยง แล้วจะดูแลตัวเองและคนที่ใกล้ชิดยังไง บทความนี้มีคำตอบ

Login