เมื่อลูกต้องเจอปัญหา! โรคปัสสาวะเสี่ยงอันตรายในเด็ก

ลูกร้องไห้งอแง มีไข้สูง แต่หาสาเหตุไม่เจอ อาจมาจากโรคที่เกี่ยวข้องกับปัสสาวะ !
คุณแม่ที่มีลูกอยู่ในวัยกำลังซนต้องสังเกตพฤติกรรมการขับถ่ายของพวกเขามากเป็นพิเศษ เพราะเด็กในวัยนี้มักห่วงเล่นสนุกจนไม่ยอมลุกไปไหน เมื่อปวดปัสสาวะก็ไม่ยอมเข้าห้องน้ำในทันที ชอบฝืนอั้นเอาไว้จนกว่าจะทนไม่ไหว กลายเป็นนิสัยติดตัวที่ส่งผลร้ายอันตรายต่อสุขภาพ หรือแม้แต่เด็กเล็กที่ยังดูแลตัวเองไม่ได้ บางครั้งร้องไห้กวนทั้งคืน แต่พ่อแม่กลับไม่รู้ว่าสาเหตุนั้นเกิดจากอะไร กว่าจะรู้ตัวว่าพฤติกรรมการดูแลความสะอาดหลังขับถ่ายให้ลูกนั้นผิดมหันต์ จนเด็ก ๆ ต้องป่วยเป็น “โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สารบัญ

⦁ สำรวจพฤติกรรมการฉี่ของลูก
⦁ สังเกตอาการ ลูกเป็นอย่างไรจึงเข้าข่ายเสี่ยง
⦁ คุณแม่ต้องระวัง…โรคทางเดินปัสสาวะในเด็ก
⦁ วิธีแก้ไข ทำอย่างไรไม่ให้ลูกทรมาน

สำรวจพฤติกรรมการฉี่ของลูก

เด็กส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจว่าพฤติกรรมบางอย่างนั้นเสี่ยงโรค พ่อแม่หรือผู้ที่ดูแลเด็กอย่างใกล้ชิดจึงควรสังเกตพฤติกรรมของเด็ก ๆ อยู่เสมอว่ามีความเสี่ยงทำลายสุขภาพหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องการขับถ่ายปัสสาวะ โดยพฤติกรรมต้องห้ามที่เด็กมักทำอยู่เสมอ ได้แก่ การนำกระดาษชำระที่สกปรกแล้วมาเช็ดซ้ำบริเวณจุดซ่อนเร้น ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เชื้อแบคทีเรียเดินทางเข้าสู่ท่อปัสสาวะ หรือการอั้นปัสสาวะนาน ๆ เพื่อเล่นสนุกต่อไป ไม่ยอมลุกเข้าห้องน้ำทันทีจนติดเป็นนิสัย หากพ่อแม่ตามใจบุตรในจุดนี้ ไม่นานอาจมีอาการบางอย่างที่แสดงออกมาให้คุณรับรู้ว่าลูกกำลังเสี่ยงอันตราย

สังเกตอาการ ลูกเป็นอย่างไรจึงเข้าข่ายเสี่ยง

คุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องสังเกตร่างกายของลูกอยู่เสมอ เมื่อพบว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นจึงจะไหวตัวและรักษาได้ทันท่วงที เนื่องจากเด็กเล็กส่วนใหญ่ไม่สามารถอธิบายอาการของตนได้ชัดเจนเหมือนผู้ใหญ่อย่างเรา โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี ซึ่งยังไม่สามารถเข้าใจถึงสาเหตุของความเจ็บปวดได้ พ่อแม่ต้องคอยสังเกตอาการที่แสดงออกมาผ่านสีหน้าท่าทางแทน และเด็กที่เสี่ยงเจอโรคในทางเดินปัสสาวะมักมีอาการดังต่อไปนี้
1. พฤติกรรมและอารมณ์เปลี่ยนแปลงไป
เมื่อเด็ก ๆ รู้สึกเจ็บปวดหรือทรมานจากโรคที่เกี่ยวข้องกับทางเดินปัสสาวะ พฤติกรรมการแสดงออกจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด มักดูซึมเศร้าและไม่ร่างเริงเหมือนแต่ก่อน บางครั้งอาจมีอารมณ์ฉุนเฉียว หงุดหงิดง่ายร่วมด้วย หรือดูอ่อนเพลียไม่มีแรงเท่าที่ควร หากเป็นเด็กเล็กจะร้องไห้งอแงตลอด โดยเฉพาะหลังการขับถ่ายปัสสาวะ

2. สุขภาพอ่อนแอ พฤติกรรมการปัสสาวะเปลี่ยนแปลงไป
โรคทางเดินปัสสาวะในเด็กนั้นจะแสดงอาการหลายอย่างร่วมกัน ในเด็กบางคนอาจไม่เพียงปวดปัสสาวะบ่อย ๆ แล้วรู้สึกแสบขัดหรือฉี่ได้ไม่สุด เพราะส่วนใหญ่มักพบอาการปวดท้องและกลั้นปัสสาวะไม่ค่อยอยู่ร่วมด้วย จนอาจทำให้ปัสสาวะรดที่นอนบ่อย ๆ รวมถึงมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับสีและกลิ่นของปัสสาวะ เด็กบางคนมีปัสสาวะสีขุ่นหรืออาจมีเลือดปะปนมาด้วย นอกจากนี้ยังมีผลกระทบทำให้มีไข้ขึ้นสูง บางรายรู้สึกเบื่ออาหาร ไปจนถึงมีอาการคลื่นไส้และอาเจียนตามมา ส่วนในเด็กเล็กนั้นสังเกตง่าย ๆ ว่าจะป้อนอาหารยากยิ่งขึ้น ไม่ยอมกินข้าวหรือนมง่าย ๆ ทำให้น้ำหนักตัวเด็กไม่เพิ่มขึ้นแม้จะเป็นวัยที่กำลังเจริญเติบโตก็ตาม

คุณแม่ต้องระวัง…โรคทางเดินปัสสาวะในเด็ก

หากลูกมีพฤติกรรมการปัสสาวะที่เข้าข่ายเสี่ยง หรือเริ่มแสดงอาการร้ายแรงออกมาให้เห็น คุณพ่อคุณแม่อาจต้องระวังโรคนี้ไว้ให้ดี
1. โรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ (Urinary tract infections หรือ UTI)
โรคนี้มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียจากทางเดินอาหารหรือจากเชื้อโรคทางทวารหนัก ซึ่งเดินทางเข้ามาสู่ท่อปัสสาวะ มักมีที่มาจากพฤติกรรมการอั้นปัสสาวะบ่อย หรือการดูแลรักษาความสะอาดบริเวณจุดซ่อนเร้นได้ไม่ดีพอ ภาวะติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ UTI ส่วนบน ซึ่งเป็นการติดเชื้อที่ลุกลามเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะหรือท่อปัสสาวะ นำไปสู่การเป็น โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ และ UTI ส่วนล่าง ซึ่งเป็นการติดเชื้อที่ลุกลามเข้าสู่ท่อไตหรือกรวยไต อันนำไปสู่การเป็นโรคกรวยไตอักเสบ
1.1 โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ จะทำให้ลูกของคุณปวดปัสสาวะบ่อย แต่ไม่อยากเข้าห้องน้ำเลย เพราะรู้สึกแสบขัด ปัสสาวะไม่สุด ออกมาแบบกะปริบกะปรอย โรคนี้เมื่อเกิดกับเด็กมักไม่รุนแรงมากนัก แต่หากปล่อยไว้นาน ๆ และไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก็มีความเสี่ยงกลับมาเป็นโรคนี้อีกครั้ง หรืออาจลุกลามจนกลายเป็นโรคแทรกซ้อนได้
1.2 โรคกรวยไตอักเสบ หากลุกลามมาสู่การเป็นโรคกรวยไตอักเสบ เด็ก ๆ มักมีไข้ขึ้นสูง ร้องไห้งอแงตลอด รวมถึงรับประทานอาหารได้น้อยลง มีปัสสาวะสีขุ่น และรู้สึกแสบขัดเช่นเดียวกับโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

วิธีแก้ไข ทำอย่างไรไม่ให้ลูกทรมาน

1. สอนลูกว่า “อย่าอั้นฉี่”
เด็กวัยกำลังซนมักติดเล่นสนุกจนไม่ยอมลุกไปเข้าห้องน้ำ กลายเป็นการอั้นบ่อย ๆ จนชิน พ่อแม่ต้องใส่ใจดูแลเรื่องนี้เป็นพิเศษ ด้วยการให้เด็ก ๆ ดื่มน้ำเปล่าในปริมาณที่เพียงพอ เพื่อให้แบคทีเรียได้ถูกขับถ่ายออกมาพร้อมกับปัสสาวะ และควรเตือนลูกอยู่เสมอว่าอย่าอั้นปัสสาวะ ควรลุกไปเข้าห้องน้ำในทุก ๆ 3-4 ชั่วโมง และควรปัสสาวะก่อนเข้านอนด้วย เพื่อกำจัดสิ่งสกปรกตกคั่งค้างอยู่ในภายร่างกาย อย่าปล่อยให้กระเพาะปัสสาวะของลูกต้องกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อของแบคทีเรีย
2. ทำความสะอาดทุกครั้งหลังขับถ่าย
เด็กส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจถึงความสำคัญของการทำความสะอาดอวัยวะเพศ คุณพ่อคุณแม่จึงต้องเป็นผู้ปลูกฝังและสอนวิธีทำความสะอาดอย่างถูกวิธีให้ เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่มาพร้อมความสกปรกหลังการขับถ่าย โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กผู้หญิงที่ติดเชื้อง่ายกว่าเด็กผู้ชายมาก
วิธีการทำความสะอาด เริ่มจากใช้กระดาษชำระเช็ดจากด้านหน้าไปสู่ด้านหลัง ห้ามเช็ดย้อนจากด้านหลังมาสู่ด้านหน้าเด็ดขาด เพราะสิ่งสกปรกและแบคทีเรียจากทวารหนักจะเดินทางเข้าสู่ท่อปัสสาวะได้ง่ายขึ้น และถ้าหากใช้ทิชชูเปียกหรือน้ำเปล่าล้าง ต้องซับให้แห้งทุกครั้ง เพื่อไม่ให้จุดซ่อนเร้นเกิดความอับชื้น นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงการใช้สบู่หรือครีมอาบน้ำที่มีน้ำหอมเป็นส่วนประกอบ เพื่อความปลอดภัยและช่วยให้ลูกห่างไกลจากสารอันตรายที่อาจก่อเชื้อโรคได้

3. อาการหนัก รักษาด้วยยา
หากดูแลทั้งความสะอาด รวมถึงสอนให้ลูกปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเข้าห้องน้ำใหม่แล้ว แต่อาการต่าง ๆ ยังไม่ทุเลาลง ควรพาเด็กไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งส่วนมากมักใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษา โดยในกรณีที่เป็นทารกอายุน้อยกว่า 3 เดือน จำเป็นต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ที่โรงพยาบาล เพื่อรับยาปฏิชีวนะผ่านทางเส้นเลือด
หากเป็นเด็กอายุมากกว่า 3 เดือนหรือมีอาการไม่รุนแรงนัก สามารถรับยาปฏิชีวนะมากินแล้วพักรักษาตัวที่บ้านได้ ซึ่งส่วนมากจะมีอาการทุเลาลงภายใน 24-48 ชั่วโมง หลังได้กินยาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แต่ถ้าเวลาผ่านไปแล้วอาการยังคงรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างใกล้ชิด ซึ่งแพทย์มักให้เด็กได้พักฟื้นที่โรงพยาบาลเพื่อรับยาปฏิชีวนะเข้าทางเส้นเลือด อาจมีการเก็บตัวอย่างปัสสาวะไปตรวจ หรือเพิ่มเติมด้วยการสแกนระบบทางเดินปัสสาวะในขั้นต่อไป เพื่อกำจัดเชื้อต้นเหตุให้หมดสิ้น

สร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่แรกเกิด

น้ำนมแม่นั้นสำคัญมากสำหรับการสร้างภูมิคุ้นกันให้เด็กทารก ดังนั้นแม่ผู้ให้กำเนิดควรให้ลูกได้กินน้ำนมจากเต้า โดยเฉพาะในระยะ 6 เดือนแรก นอกจากจะเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กมีสุขภาพแข็งแรงแล้ว ยังมีส่วนทำให้เด็กไม่เกิดอาการท้องผูกได้ง่าย ช่วยให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ และลดโอกาสติดเชื้อได้ด้วย


ลูกร้องไห้ทั้งวัน ไข้ขึ้นสูงอย่างไม่ทราบสาเหตุ ดูเจ็บปวดทุกครั้งหลังฉี่!
บางครั้งเด็กก็ไม่สามารถอธิบายความเจ็บปวดของตัวเองให้พ่อแม่เข้าใจได้ การสังเกตพฤติกรรมและอาการของลูกอย่างสม่ำเสมอจึงนับว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก หากพบว่าลูกมีพฤติกรรมอั้นปัสสาวะซึ่งไม่เหมาะสม หรือมีอาการเจ็บแสบหลังเข้าห้องน้ำต้องทำอย่างไร? บทความนี้จะทำให้คุณเข้าใจทุกอาการผิดปกติที่เสี่ยงอันตรายต่อร่างกายของลูกน้อย รวมทั้งโรคที่อาจตรวจพบหลังมีอาการดังกล่าว และวิธีการดูแลรักษาว่าควรสอนลูกอย่างไรต่อไปดี อย่าให้ลูกต้องทนทรมานจากภาวะเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ซึ่งอาจลุกลามไปสู่โรคแทรกซ้อนที่อันตราย

Login